สำหรับยอดขายรวมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั่วโลก ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 สามารถสร้างยอดขายได้กว่า 511,900 คัน โดยเซกเมนต์ที่โดดเด่นที่สุดคือรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มีอัตราเติบโตถึง 50% ด้วยยอดขายกว่า 52,900 คัน คิดเป็นสัดส่วน 13% จากยอดขายรวมของรถยนต์ในกลุ่ม Passenger Cars ซึ่งส่วนใหญ่มาจากรุ่นที่เปิดตัวล่าสุดอย่าง The all-new electric CLA, และ GLC นอกจากนี้ยังมีการเปิดรับจอง The all-new electric C-Class ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พร้อมประกาศเปิดตัว The all-new electric GLA แบบ World Premiere ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ และสำหรับเซกเมนต์ Top-End Vehicle ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากการเปิดตัว The new S-Class และ The new Mercedes-Maybach S-Class ในช่วงไตรมาสแรกของปี โดยมีแผนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ช่วงปลายปีนี้
โดยในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 มีตัวเลขจดทะเบียนสะสม 3,557 คัน และยอดขายรวม 2,845 คัน ตอกย้ำกระแสความนิยมในเซกเมนต์รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ด้วยอัตราการเติบโตที่สูงถึง 130% จากความสำเร็จของ The all-new electric CLA ที่สร้างยอดขายกว่า 300 คัน ภายในระยะเวลา 2 เดือน และมียอดจองสะสมอีกกว่า 1,350 คัน โดยกำลังการผลิตของรุ่นดังกล่าวอยู่ที่ 100–200 คันต่อเดือน ผ่านโรงงานผลิตและประกอบรถยนต์ของบริษัทในกลุ่มธนบุรี (Thonburi Group) ซึ่งมีการร่วมมือกับบริษัท เพาเวอร์ เทค เอ็นเนอยี โซลูชั่น จำกัด (Power Tech Energy Solutions) ในการจัดหาแบตเตอรี่แรงดันสูงสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยเฉพาะ
นอกจากนี้ ในกลุ่ม Top-End Vehicle สำหรับแบรนด์ Mercedes-Maybach มีการเติบโตขึ้น 83% และ G-Class เติบโตขึ้น 100% โดยรถยนต์ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริดมีอัตราการเติบโตทั้งเซกเมนต์ อยู่ที่ 34% และในส่วนของรถแวนมี 2 รุ่นที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง นำโดย Sprinter ที่เติบโตขึ้น 83% และ V-Class เติบโตขึ้น 14% สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จภาพรวมในแต่ละเซกเมนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย
มร. คริสเตียน เชลล์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “จากตัวเลขผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่าเรายังสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้สถานการณ์ความท้าทายรอบด้านที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกันอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะการเติบโตในเซกเมนต์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากแผนการขยาย Product Portfolio ของแบรนด์ อย่างในประเทศไทยที่มีโมเดลสำคัญอย่าง The all-new electric CLA และในช่วงครึ่งปีหลัง เรายังมีโมเดลที่จะเข้ามาสร้างความคึกคักให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยอีกมากมาย ทั้งในเซกเมนต์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% และเซกเมนต์ Top-End Vehicle
FLEX Mobility Campaign ประสบการณ์การเป็นเจ้าของที่ยืดหยุ่นได้ตามสไตล์คุณ
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้มีการเปิดตัว “FLEX Mobility Campaign” พร้อมการรีแบรนด์ในส่วนของผลิตภัณฑ์ทางการเงินและการบริการหลังการขาย โดยมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสื่อสารให้อยู่ภายใต้แพ็กเกจ “StarChoice” ซึ่งจะประกอบไปด้วยแผนประกันภัยชั้น 1 “StarProtection” (จากเดิม MB Protection) โปรแกรมครอบคลุมการบำรุงรักษาตามระยะทาง “StarCare” (จากเดิมคือ MBSP Easy Care) และโปรแกรมการขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ “StarGuarantee” (จากเดิม MBSP Extra Guarantee)
ภายใต้แคมเปญ FLEX ลูกค้าจะสามารถเลือกเสริมออปชันได้ทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ แพ็กเกจแบบ 1 รายการ ราคา 3,000 บาท แพ็กเกจแบบ 2 รายการ ราคา 5,000 บาท ไปจนถึง Full Package ที่จะครอบคลุมทั้งหมด 3 รายการ ตลอดระยะเวลาของสัญญา 3-5 ปี ในราคา 6,000 บาท ซึ่งราคาดังกล่าวจะถูกนำไปรวมกับค่างวดเริ่มต้นของรถยนต์รุ่นที่ลูกค้าเลือก โดยในเฟสแรกจะมีรถยนต์ที่เข้าร่วมแคมเปญทั้งหมด 8 รุ่น แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ตามรายละเอียดดังนี้
- กลุ่มที่ 1: เงินชำระงวดแรก 500,000 บาท
GLA 200 AMG Dynamic (Night Edition) ผ่อนเริ่มต้น 27,000 บาท
- The all-new electric CLA ผ่อนเริ่มต้น 30,000 บาท
- C 220 d AMG Line (Night Edition) ผ่อนเริ่มต้น 30,000 บาท
- C 350 e AMG Dynamic (Night Edition) ผ่อนเริ่มต้น 34,000 บาท
กลุ่มที่ 2: เงินชำระงวดแรก 750,000 บาท
E 220 d AMG Line ผ่อนเริ่มต้น 36,500 บาท
E 350 e AMG Dynamic ผ่อนเริ่มต้น 36,500 บาท
E 350 e Exclusive ผ่อนเริ่มต้น 30,500 บาท
GLC 350 e 4MATIC Coupe AMG Dynamic ผ่อนเริ่มต้น 40,000 บาท



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น